2006/Nov/01

จากนาริตะเราอันประกอบด้วย ผม พี่สาว(พี่ปุ๋ย) กับลุงและป้าก็มุ่งหน้าสู่เมืองโตเกียว เราขึ้นรถไฟจากสนามบินนาริตะไปยังสถานีอุเอโนะเพื่อต่อรถไปยังอากิฮาบาระและไปยังสุคุบะตามลำดับ ที่นี่เขาใช้รถไฟเป็นการเดินทางหลัก เพราะมีความรวดเร็ว สะดวก แต่ค่าโดยสารค่อนข้างแพง ที่อากิฮาบาระเราทั้งหมดก็ได้ลิ้มลองอาหารมื้อแรกบนแดนปลาดิบ นั่นคือ คัตสึด้ง ของเขาอร่อยมากทีเดียวเมื่อเทียบกับบ้านเราแล้ว ตัวร้านเป็นแบบฟาสฟู๊ด มีที่นั่งแบบบาร์เพียงไม่กี่ที่อยู่ติดกับส่วนพื้นที่ครัว เล็กแต่ใช้พื้นที่คุ้มค่า

เมื่อเติมพลังเต็มแล้วเราก็คว้าสำภาระทั้งหมดเดินไปตามทางที่ป้ายชี้เพื่อไปขึ้นรถมุ่งหน้าไปยังสุคุบะ ใช้เวลาราวชั่วโมงกว่าเพราะสุคุบะเป็นเมืองรอบนอก คงพอเปรียบได้กับนครปฐมบ้านเราแหละนะ ตอนที่เราไปถึง ฝนที่ตกมาตั้งแต่สนามบินก็ยังไม่หยุด เราจึงวิ่งฝ่าฝนไปขึ้นแทกซี่ไปหอพักของพี่(ซึ่งแทกซี่ก็ทำท่าว่าไม่รู้จัก O o แต่ก็ไปถูกแฮะ)

หอพักพี่ปุ๋ยเป็นหอต่างชาติ ขนาดห้องเล็กมาก ห้องน้ำเป็นห้องน้ำรวม แยกห้องอาบน้ำไปอีก(อาบได้ห้านาที เสียร้อยเยน) เมื่อรวมกับกองสำภาระที่เอามาก็แทบจะไม่มีที่เดินเลยต้องจัดกันเล็กน้อย และเมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้นเรียบร้อย ก็ถึงเวลาพักผ่อนเอาแรงไว้ลุยในวันต่อไป. . .


http://picasaweb.google.com/karntachat

To be countinue
(สามารถเข้าไปดูรูปได้ที่)

2006/Nov/01

ไม่นึกไม่ฝันว่าวันดีคืนดีตัวเองจะนึกคึกมาเมืองนอกเพียงลำพัง แถมที่ๆจะมานั้นก็เป็นประเทศในฝันเสียด้วย ญี่ปุ่น...ดินแดนอาทิตย์อุทัย ที่ๆหัวใจเพรียกหาให้มาเยือนเสมอๆ ความงดงามที่แฝงด้วยความหนาวเย็นหากแต่แสนอบอุ่นหัวใจผู้มาเยือนยิ่งนัก

ขอขอบคุณอะไรก็ตามที่ทำให้เรากล้าที่จะมาเพียงลำพัง ทั้งที่พูดภาษาญี่ปุ่นก็ยังไม่ได้ เรื่องอ่านไม่ต้องพูดถึง ฟังก็งูๆปลาๆ แต่เราก็มาถึงจนได้.

ความจริงแล้วก็ไม่ได้จะมาเพียงลำพังเช่นนี้หรอก แต่เพราะพี่ชายตัวดีต้องไปเป็นนักแสดงละครเวที ทิ้งให้เราต้องมามั่วซั่วที่ญี่ปุ่นเพียงลำพัง แต่ครั้นจะบอกว่าอยู่คนเดียวจริงๆก็ไม่ใช่ เพราะเราก็มาอาศัยพักอยู่กับพี่สาวที่หอพักของงมหาวิทยาลัยที่พี่เขาได้ทุนมาเรียนเป็นเวลาหนึ่งปี สาเหตุที่มาอยู่กับพี่ก็เพราะว่าเราจะได้ประหยัดเงินไว้ไปเที่ยว เฮ้อ....แล้วพี่สาวเราก็ไม่บอกซะด้วยว่า ไอ้หอที่พี่อยู่นั้นมันเป็นหอพักหญิง โอย...แอบนึกในใจเราคงแย่ๆแน่ๆ.....

เอาเข้าจริงๆมันก็ไม่ได้แย่สักเท่าไหร่หรอก ฝรั่งชั้นสองมันก็พาแฟนมานอนด้วย ไอ้ห้องข้างๆก็อายุราวๆคุณป้าทั้งนั้นส่วนคนดูแลก็เคยชินกับเหตุการณ์แบบนี้แล้วก็เลยเป็นว่าเราแอบมาอยู่ได้อย่างสบายใจ(มากขึ้น) เก็บสตางค์ไว้เที่ยวได้อีกบานโขเลย

กลับมาที่เรื่องการเดินทาง เรากางปีกออกบินจากสุวรรณภูมิถึงนาริตะเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม อากาศยามเช้าแจ่มใส บนเครื่องบินค่อนข้างโล่งเพราะเป็นเที่ยวบินเช้าที่คนไม่ค่อยนิยมขึ้นกันสักเท่าไหร่ อาหารบนเครื่องก็น่ากินดีแต่เราดันกินเบอร์เกอร์ก่อนขึ้นเครื่อง แย่ชะมัดเลย อดกินปลาแซลมอน (หากฝืนกินเข้าไปอาจได้จุกตายแน่ๆ)

เวลาผ่านไปราวๆห้าชั่วโมงกับหนังเรื่อง lake house ที่ใครๆบอกว่าห่วย แต่เรากลับชอบมันนะ จังหวะของเรื่องมันดีทีเดียวเสียแต่ห้วนๆไปหน่อย เครื่อง"ดารารัศมี"ของการบินไทยก็นำเรามาถึงสนามบินนาริตะ...สองเท้าค่อยๆยันตัวเองให้ลุกขึ้นและพุ่งทะยานออกไปจากเครื่องบิน จากเสียง จากอาณาบริเวณสุดท้ายที่พอจะเรียกได้ว่าเป็นเมืองไทยไปสู่สิ่งแวดล้อมใหม่ๆ ผู้คนหน้าใหม่ๆ และเมื่อผ่านด่านคนเข้าเมืองและรับกระเป๋าเดินทางเสร็จแล้ว เรากับกล้องคู่ใจก็พร้อมที่เดินหน้าไปตามเส้นทางแห่งความฝันเส้นหนึ่งของเรา. . . .

to be continue. . .
(ระหว่างนี้ท่านสามารถเข้าดูรูปได้ที่)
http://picasaweb.google.com/karntachat